คู่มือการดำเนินคดีศาลแขวง

เขตอำนาจศาลแขวง

          ศาลแขวง เป็นศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒ ซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีการพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๓ มีบทบัญญัติให้มีการจัดตั้งศาลแขวงขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่น ๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร โดยในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดหนึ่ง ๆ จะมีศาลแขวงกี่ศาลและมีเขตอำนาจเพียงใด และจะเปิดทำการได้เมื่อใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
สำหรับศาลแขวงที่ได้ตั้งขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ใช้บังคับให้คงมีอยู่ต่อไป และมีอำนาจหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ ส่วนท้องที่จังหวัดใดที่ยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด สำหรับคดีอาญาที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและจะใช้บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ใดเมื่อใดให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้โดยอาศัยพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๒, ๓
เขตอำนาจศาลแขวง หมายถึง เขตและอำนาจในการพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้กำหนดให้
๑. ศาลแขวงมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้และตาม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงได้กำหนดให้ศาลแขวงใด
มีเขตอำนาจเพียงใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
๒. อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงอาจกล่าวได้ดังต่อไปนี้
( ๑) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวนหรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ดังนั้นศาลแขวงจึงมีอำนาจดังนี้
๑.๑ ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น (มาตรา ๒๔ (๑))

หมายเรียก หมายความถึงหมายเรียกตามลักษณะ ๔ หมวดที่ ๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๒ ถึง มาตรา ๕๖ ซึ่งได้กล่าวถึงวิธีการออกหมายเรียก จะออกได้ในกรใดบ้าง ผู้ใดมีอำนาจออกหมายเรียกแบบหรือข้อความอันเป็นสาระสำคัญที่ต้องมีในหมายเรียก รวมถึงวิธีการส่งหมายเรียก สำหรับพนักงานอัยการในการปฏิบัติราชการตามกฎหมายเฉพาะในคดีที่ต้องตั้งต้นที่พนักงานอัยการ พนักงานอัยการมีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลใด ๆ นอกจากพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้น ยินยอมมาให้การต่อพนักงานอัยการโดยจะให้สาบานหรือปฏิญานตัวได้ และในการออกหมายเรียกได้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๓ - ๕๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (พ.ร.บ. พนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ , ๑๔) เช่น การสอบสวนคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร พนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้ร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนที่อัยการสุงสุดหรือผู้รักษาการแทนได้มอบหมายให้ทำการสอบสวนย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกได้
หมายอาญา หมายถึง หมายอาญาตามลักษณะ ๔ หมวดที่ ๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๗ ถึง มาตรา ๗๖ ซึ่งได้แก่ การออกหมายจับ หมายขัง หมายค้น หมายจำคุก และหมายปล่อย ซึ่งปัจจุบันได้อนุวัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยการออกหมายจับ หมายค้น เป็นอำนาจของศาลเท่านั้นพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจจะทำการจับหรือค้นโดยไม่มีหมายได้ต้องเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจทำการจับหรือค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย เช่น การจับผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า สำหรับหมายขัง หมายจำคุกและหมายปล่อยนั้นคงเป็นอำนาจของศาลอยู่เช่นเดิมเป็นผู้มีอำนาจออกหมายดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๘ (๔)
อนึ่ง การออกหมายจับ หมายขัง และหมายค้น ศาลจะออกให้ได้ในกรณีใด ผู้ใด มีอำนาจร้องขอให้ศาลออกหมายดังกล่าวยังต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้นในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๕ และระเบียบราชการ ฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายขังในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๕ และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับการขอออกหมายจับและหมายขังของศาลตามหนังสือเวียนที่ อส (สฝปผ) ๐๐๑๘/ว ๓๑๒ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า พนักงานอัยการมิใช่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนหรือ สอบสวนคดีที่ร้องขอให้ออกหมาย จึงไม่อาจร้องขอให้ศาลออกหมายจับได้
หมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น หมายถึง หนังสือของผู้พิพากษาหรือศาลที่สั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น เช่นสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตราจร่างกายยังสถานพยาบาลหรือสั่งให้ส่งตัวจำเลยที่ศาลพิพากษาว่ากระทำความผิดไปรับการฝึกอบรม ณ สถานฝึกอบรมของทางราชการในต่างท้องที่ เป็นต้น

๑.๒ ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี (มาตรา ๒๔ ( ๒)) เช่น คำสั่งรับคำฟ้อง คำแถลง คำสั่งอนุญาตให้คัดคำพยาน คัดเอกสารในสำนวนคดี ส่วนใหญ่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่มิใช่เป็นการชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งหมดหรือบางประเด็นสำคัญที่มีผลแพ้ชนะแห่งคดี เป็นต้น
๑.๓ ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง หรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง ( มาตรา ๒๕ (๑)) เช่น กรณีพนักงานอัยการโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ หรือ ฃคำร้องขอผัดฟ้องฝากขังผู้ต้องหาซึ่งศาลอาจสั่งทำการไต่สวนพยานหลักฐานก่อนมี คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามที่ศาลเห็นสมควรหรือตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น
ข้อสังเกตอำนาจศาลในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ อำนาจผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นตามมาตรา 25 นี้เดิมบัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ฯ พ.ศ.2477) มาตรา 22 แก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ( ต่อไปจะเรียกว่ามาตรา 22 เดิมเพื่อให้เข้าใจง่าย) ตามมาตรา 22 เดิมใน (3) กำหนดให้ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นคนเดียวมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และมาตรา 15 วรรคแรก เดิมก็บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการไต่สวนหรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจตามมาตรา 21 และมาตรา 22 (1) ถึง (5) ดังนั้นแต่เดิมอำนาจในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพจึงเป็นของศาลแขวง พนักงานอัยการในท้องที่ที่มีศาลแขวงจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลแขวงให้เป็นผู้ไต่สวนชันสูตรพลิกศพในคดีวิสามัญฆาตกรรม
แต่ตามมาตรา 25 ปัจจุบัน ได้ตัดข้อความในมาตรา 22 (3) เดิม เรื่องอำนาจในการ ไต่สวน และมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพออกไปโดยไม่มีการกล่าวถึงไว้ในมาตรา 25 ปัจจุบันอีก ในปัญหานี้บางท่านมีความเห็นว่า การไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพรวมอยู่ในอำนาจตามมาตรา 25 (1) ปัจจุบันแล้ว โดยถือว่าเป็นการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง จึงไม่ต้องเขียนไว้อีก ศาลแขวงยังคงมีอำนาจไต่สวนชันสูตรพลิกศพ
แต่ความเห็นส่วนใหญ่และที่ศาลถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน เห็นว่าศาลแขวงไม่มีอำนาจไต่สวนชันสูตรพลิกศพอีกต่อไป พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลอาญา หรือศาลจังหวัด ให้เป็น ผู้ทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรค 5
อนึ่ง เกี่ยวกับการไต่สวนชันสูตรพลิกศพในคดีวิสามัญฆาตกรรมมีระเบียบ คำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด (กรมอัยการ) ดังนี้

- พยานชั้นไต่สวนชันสูตรพลิกศพในคดีวิสามัญฆาตกรรมให้จ่ายค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงให้แก่พยานตามระเบียบได้ ปรากฏตามหนังสือกรมอัยการ ที่ น.ว.42/2499 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2499 ( ผนวก 13)
- ศาลทหารไม่มีอำนาจไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ปรากฏตามหนังสือกรมอัยการ ที่ น.ว.43/2502 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2502 ( ผนวก 14 – 4 แผ่น)
1.4 ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย (มาตรา 25 (2)) เช่น กรณีพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลโดยจำเลยมีพฤติการณ์เข้าลักษณะศาลจะสั่งให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ เช่น ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นาย ก. ทำทัณฑ์บนว่าจะไม่ก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งศาลแขวงจะมีอำนาจทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ นาย ก. ทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินกว่าห้าพันบาทว่า นาย ก. จะไม่ก่อเหตุดังกล่าวแล้วอีกตลอดเวลาที่กำหนด เช่น สองปี เป็นต้น
1.5 ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา (มาตรา 25 (3)) การไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งมี 2 กรณี คือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (1) (2)
1. กรณีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ศาลจะสั่งให้มีการไต่สวนมูลฟ้องทุกคดีก่อนที่จะมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องไว้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะถ้าไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องว่าคดีมีมูลความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่แล้ว อาจจะเกิดผลเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกฟ้อง เช่น ต้องตกอยู่ในฐานะจำเลยเมื่อศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้พิจารณา หรือต้องถูกบังคับให้มาศาลตามหมายเรียก หรือศาลอาจออกหมายจับตามเห็นสมควรอย่างใดเพื่อพิจารณาต่อไป ( ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม มาตรา 169) ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา กฎหมายบังคับไว้ว่า ต้องมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120) กรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาอาจไม่ต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องก็ได้ ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว ( ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (1)) การไต่สวนมูลฟ้องกรณีราษฎรเป็นโจทก์ ศาล มีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยได้ ต้องส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยและแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ ส่วนจำเลยจะมาฟังการไต่สวนคำฟ้องโดยตั้งทนายเข้ามาซักค้านพยานโจทก์หรือจำเลยจะไม่มาด้วยตนเองแต่ตั้งหมายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้
2. กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ถ้าศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้ การไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องเป็นข้อยกเว้น เพราะโดยปกติแล้วไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (2)) เนื่องจากได้มีการสอบสวนในข้อหาความผิดที่ฟ้องนั้นมาก่อนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และอีกประการหนึ่งในการยื่นฟ้องคดีอาญานี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาล

พร้อมกับคำฟ้องหรือคุมตัวมาศาล หรือจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว เช่น จำเลยถูกขังอยู่ตามคำสั่งศาล โดยขอให้ศาลเบิกตัวจำเลยมาศาล ศาลมีโอกาสที่จะสำเนาคำฟ้องให้จำเลย และพิสูจน์ทราบว่าเป็นจำเลยจริงหรือไม่ เพื่อจะได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังว่า จำเลยถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดคดีอาญาฐานใด และถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธต่อสู้อย่างไร ศาลจะจดคำให้การของจำเลยไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การศาลก็จะจดรายงานไว้ การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นโดยทั่วไปมักเรียกว่า “ ชี้สองสถานในคดีอาญา” แต่หากมีการไต่สวนมูลฟ้องในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ในวันไต่สวนมูลฟ้องจะมีการกระทำเช่นเดียวกันนี้ ( ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคแรก)
1.6 พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน
สามแสนบาท ( มาตรา 25 (4)) มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอันเป็นสารสำคัญ คือ
1. คดีที่ฟ้องขอให้รับรอง หรือคุ้มครองสิทธิ หรือแสดงสิทธิในทางแพ่ง หรือ คดีที่ไม่มีข้อพิพาท คดีไม่มีทุนทรัพย์ หรือไม่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ที่จะพิจารณาพิพากษา
ดังนั้น คดีฟ้องขับไล่ ขอตั้งผู้จัดการมรดก หรือขอแสดงกรรมสิทธิ์ตาม ปพพ. มาตรา 1382 จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวง
2. จำนวนเงินที่ฟ้องให้รวมดอกเบี้ยที่คิดถึงวันฟ้องด้วยต้องไม่เกินสามแสนบาท กล่าวคือ คดีมีทุนทรัพย์พิพาทในวันฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ถ้าเกินสามแสนบาทไปไม่ว่าจำนวนเท่าใด คดีย่อมไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวง
แต่ถ้าทุนทรัพย์อาจแยกออกจากกันได้ แม้จะฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกัน ก็คิดทุนทรัพย์แยกกัน เช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 2273/2546 โจทก์ฟ้องเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาประกันคนต่างด้าว 5 รายจากจำเลย โดยจำเลยทำสัญญาค้ำประกันเป็นรายฉบับรวม 5 ฉบับ สำหรับคนต่างด้าวแต่ละราย ทุนทรัพย์ในคดีจึงแยกออกตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับ แม้จะปรับรวมกันมาก็ตาม
3. โดยปกติศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้ไม่เกินคำขอเช่นเดียวกับคดีแพ่งทั้งปวง เว้นแต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจยกขึ้นพิจารณาพิพากษาได้ เช่น กรณีขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เป็นต้น
ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

1.7 พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ (มาตรา 25 (5))
ข้อสังเกตตามข้อนี้คือกฎหมายมีข้อจำกัด 2 ประการ คือ
1. ข้อจำกัดอำนาจฟ้องคดีอาญาของโจทก์ กำหนดอัตราโทษขั้นสูงไว้จำคุกอย่างสูงต้องไม่เกินสามปี หรือมีอัตราโทษปรับอย่างสูงต้องไม่เกินหกหมื่นบาท หากคดีที่ฟ้องนั้นมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงหรือปรับอย่างสูงอย่างใดอย่างหนึ่งเกินที่กำหนดไว้ดังกล่าวคดีก็ไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวง
ตัวอย่าง คดีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พนักงานอัยการศาลแขวงรับสำนวนคดีดังกล่าวไว้พิจารณาแล้ว แต่ต่อมาปรากฏจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนหรือจากผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และเมื่อยืนยันด้วยการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจริง ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหาแล้ว การกระทำเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี ซึ่งเกินอำนาจศาลแขวง ดังนี้ พนักงานอัยการศาลแขวงจะส่งสำนวนคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อส่งไปยังพนักงานอัยการประจำศาลที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจ ( ระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงาน พ.ศ. 2528 ข้อ 10) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
หากเป็นกรณีที่พนักงานอัยการศาลแขวงได้ฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยต่อศาลแขวงด้วยข้อกล่าวหาว่า ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นไปแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานภายหลังว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งทำให้คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวง พนักงานอัยการศาลแขวงจะถอนฟ้องคดีไปจากศาลแขวงเพื่อจะนำไปฟ้องใหม่โดยพนักงานอัยการประจำศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจไม่ได้เพราะจะต้องห้ามมิให้นำมาฟ้องอีก ( ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36) ในทางปฏิบัติให้ดำเนินการตามหนังสือกรมอัยการ และแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา คือ ให้พนักงานอัยการศาลแขวงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ( เฉพาะกรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น) ให้เป็นคดีเกินอำนาจศาลแขวงเพื่อให้ศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง และฟ้องใหม่ยังศาลที่มีอำนาจ ถ้าศาลไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก็ให้คัดค้านคำสั่งศาลไว้เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป ( หนังสือกรมอัยการที่ มท 1002/635 ลงวันที่ 15 มกราคม 2525 ( ผนวก 1) และคำพิพากษาฎีกาที่ 993/2527 ( ผนวก 2), ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.163)

2. ข้อจำกัดอำนาจตัดสินคดีของศาลในศาลแขวง หากศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง กฎหมายกำหนดโทษขั้นสูงที่ศาลจะลงโทษจำเลยโดยให้ศาลแขวงลงโทษจำคุกได้ไม่เกินหกเดือน หรือกรณีโทษปรับได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำคุกและปรับได้ไม่เกินโทษจำคุกและโทษปรับดังกล่าวข้างต้นซึ่งการลงโทษดังกล่าวนี้หมายถึง การลงโทษแต่ละกระทงหรือแต่ละกรรมความผิดเท่านั้น ถ้าคดีนั้นจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมเป็นหลายกระทงความผิดในแต่ละกระทงความผิด ศาลจะลงโทษได้ไม่เกินกำหนดดังกล่าว แต่เมื่อรวมทุกกระทงหรือทุกกรรมความผิดแล้วเกินกว่าอัตราที่กล่าวได้ ไม่ต้องห้าม กฎหมายห้ามเฉพาะในแต่ละกระทงความผิดเท่านั้นลงโทษได้ ไม่เกินอัตราดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดสิบปี เพราะเป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี ( ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91)
อำนาจพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับได้ไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง เกินอัตราดังกล่าวไม่ได้นั้น ตามมาตรา 22 เดิม วรรค 2 ( แก้ไขฉบับที่ 13 พ.ศ.2534) กำหนดว่า ถ้าผู้พิพากษาคนเดียวจะลงโทษเกินกำหนดดังกล่าว ให้ทำได้โดยให้ผู้พิพากษาอีกหน่งคนลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย และมีมาตรา 15 วรรค 2 เดิม แก้ไขฉบับที่ 8 พ.ศ.2525) บัญญัติให้ศาลแขวงทำได้เหมือนกัน ดังนั้น ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิม ศาลแขวงจึงลงโทษเกินอัตราดังกล่าวได้โดยมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2543) หลายท่านรวมทั้งทางปฏิบัติของศาลเองยังมีความเห็นว่าศาลแขวงยังมีอำนาจลงโทษเกินอัตราดังกล่าว โดยอ้างพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับปัจจุบัน) มาตรา 25 (5), 31 (2) โดยให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดี ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมได้
แต่ในความเห็นของผู้บันทึกเห็นว่าในปัจจุบัน ศาลแขวงไม่มีอำนาจที่จะลงโทษเกินอัตราที่กำหนด ทั้งนี้เพราะว่าในพระธรรมนูญศาลฉบับปัจจุบันไม่ได้มีบทบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าในศาลแขวงให้มีวิธีการลงโทษเกินอัตราที่กำหนดเหมือนที่กำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิม โดยเฉพาะในมาตรา 17 ของพระธรรมนูญศาลฉบับปัจจุบันกำหนดว่า ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะเห็นว่าศาลแขวงมีอำนาจพิพากษาลงโทษได้เพียงตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เท่านั้น การที่จะให้ลงโทษเกินอัตราที่กำหนด โดยอาศัยมาตรา 31 (2) จึงเป็นการแปลขยายความไป ทั้งเป็นการแปลขยายความให้เป็นผลร้ายกับจำเลยด้วย